คำถามประจำ FAQ

      หน้า 1 2 3 4 5
คำถาม หากบริษัทไม่จ้างคนพิการสามารถส่งเงินเข้ากองทุนได้ใช่ไหม และปฏิบัติอย่างไร
คำตอบ    ตามกฎกระทรวง ข้อ ๕ กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตามที่กำหนดในข้อ๓ และมิได้ดำเนินการตามมาตรา ๓๕ ให้ส่งเงินเข้ากองทุนฯเป็นรายปี โดยคำนวณจากอัตราต่ำสุดของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่ใช้บังคับครั้งหลังสุดในปีก่อนปีที่มีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนฯคูณด้วยสามร้อยหกสิบห้าและคูณด้วยจำนวนคนพิการที่ไม่ได้รับเข้าทำงาน และตามวรรคสอง กำหนดว่า การส่งเงินตามวรรคหนึ่งให้ส่งเป็นเงินสด เช็คขีดคร่อมหรือธนาณัติสั่งจ่ายกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยส่งต่อสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติหรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ภายในวันที่ ๓๑ มกราคมของแต่ละปี

คำถาม วิธีการจัดการสถานที่ทำงานให้คนพิการ(อุปกรณ์การทำงาน)และการสอนงานให้คนพิการ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทเพิ่มขึ้น สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้หรือไม่
คำตอบ    ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๙๙) พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๔ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน ๒ และส่วน ๓ หมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรือผู้ให้บริการสาธารณะอื่น ซึ่งได้จัดอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะบริการขนส่ง หรือบริการสาธารณะอื่น ให้แก่คนพิการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการดังกล่าว ดังนั้น เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะที่จัดให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้สามารถนำค่าใช้จ่ายไปยกเว้นภาษีได้ ๒ เท่าของค่าใช้จ่ายจริง

คำถาม กรณีองค์กรไม่มีความพร้อมเรื่องการเดินทาง หรืออาคารเพื่อรับคนพิการเข้าทำงาน และไม่ประสงค์จะจ่ายเงินเข้ากองทุน โดยจะจัดพื้นที่ขายสิ่งของบริเวณอาคารสำนักงานได้หรือไม่ และสุดท้ายเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่
คำตอบ    • ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๒     
   • การจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ ได้แก่ การจัดสถานที่บริเวณองค์กรหรือภายนอกองค์กรเพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้ใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ    
   • ต้องมีระยะเวลาดำเนินงานไม่น้อยกว่าหนึ่งปีและมีมูลค่าไม่น้อยกว่าจำนวนค่าจ้างซึ่งต้องจ้างคนพิการในปีนั้น

คำถาม ถ้าบริษัทมีพนักงานประจำ ๖๕๘ คน และมีพนักงานชั่วคราวและพนักงานรายวัน ๗๕ คน จะต้องนับรวมทั้งหมดหรือไม่
คำตอบ    ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓๓ กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงาน คำว่า "ลูกจ้าง" ไม่มีบทนิยามไว้จึงต้องตีความตามบทกฎหมายที่ใกล้เคียงยิ่ง ดังนั้น คำว่า "ลูกจ้าง" จึงหมายถึงลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ได้แก่ ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ส่วนคำว่า "นายจ้าง" ตามกฎหมายดังกล่าว หมายถึง ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ ดังนั้น หากลูกจ้างทุกประเภท อยู่ในความหมายดังกล่าวข้างต้นย่อมเป็นลูกจ้างของนายจ้างทั้งสิ้น กรณีดังจึงต้องนับรวมลูกจ้างทั้ง ๒ ประเภทด้วย

คำถาม การนับคนพิการเริ่มนับตั้งแต่ ๑ ต.ค.๕๔ – ๓๑ ม.ค.๕๕ ถ้าบริษัทไม่มีคนพิการเลยจะต้องทำอย่างไร
คำตอบ    ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.๒๕๕๐ กำหนดแนวทางการปฏิบัติภายในขอบเขต ๓ วิธี ได้แก่ การจ้างคนพิการตามมาตรา ๓๓ การให้บริการด้านอาชีพแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการตามมาตรา ๓๕ หรือการส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา ๓๔ ทั้งนี้ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่มีเหตุที่ยกเว้นได้

คำถาม บริษัทรับคนพิการเข้ามาแล้วแต่พอวันที่ ๓๐ ต.ค.๕๔ ต่อมาคนพิการลาออกในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ นั้น ในการนับจำนวนคนพิการจะสามารถเอาคนพิการคนนี้มานับด้วยได้หรือไม่อย่างไร
คำตอบ    โดยที่วัตถุประสงค์ของกฎหมายเพื่อให้คนพิการมีงานทำอย่างแท้จริง ซึ่งข้อ ๓ วรรคสอง แห่งกฎกระทรวง พ.ศ.๒๕๕๔ จึงได้กำหนดวิธีการนับโดยให้นับจำนวนลูกจ้างทุกวันที่ ๑ ตุลาคมของแต่ละปี และข้อ ๕ กำหนดนายจ้างที่ไม่ได้จ้างคนพิการหรือไม่ได้จัดให้บริการอื่นตามมาตรา ๓๕ ก็ให้ส่งเงินเข้ากองทุนเป็นรายปีภายในวันที่ ๓๑ มกราคมของปีที่มีหน้าที่ ดังนั้น หากห้วงเวลาดำเนินการ คือ ระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๕ ถ้าไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จตามมาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๓๕ ยังต้องส่งเงินเข้ากองทุนเช่นเดิม ฉะนั้นตามปัญหาดังกล่าวจึงไม่สามารถนำคนพิการที่ลาออกในช่วงเวลาดังกล่าวมานับรวมเข้าไปได้

คำถาม การซื้อสินค้าจากคนพิการคิดอย่างไรถึงจะถือว่าได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๕ แล้ว
คำตอบ    ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๗ กำหนดว่า การจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือให้การช่วยเหลืออื่นใด โดยจัดให้มีการทำสัญญาเพื่อให้คนพิการได้มีอาชีพและมีระยะเวลาดำเนินงานไม่น้อยกว่าหกเดือน และให้หมายความรวมถึงการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ (ข) นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ (๑) สั่งซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากคนพิการ (๒) ขายสินค้า หรือจัดจ้างเหมาบริการที่ได้มาตรฐานตามที่คณะอนุกรรมการกำหนด (๓) อนุญาตให้ใช้สิทธิเครื่องหมายการค้า วัสดุอุปกรณ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาตามระยะเวลาที่คณะอนุกรรมการกำหนด
   มูลค่าการจัดจ้างเหมาช่วงงาน ต้องไม่น้อยกว่าห้าเท่าของอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในท้องที่นั้นคูณด้วยสามร้อยหกสิบห้าต่อคนพิการหนึ่งคนที่ต้องรับเข้าทำงาน ทั้งนี้ บริษัทต้องไปลงทะเบียนกับกรมการจัดหางาน มีการจัดทำสัญญาซื้อขายและหลักฐานว่าซื้อขายจริงส่งไปด้วยเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและแจ้งผลไปที่กองทุนเพื่อยกเว้นไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน

คำถาม กรณีประกาศรับสมัครตำแหน่งงานว่างโดยไม่ระบุคุณสมบัติ แต่คัดเลือกจากความสามารถของคนพิการ ว่าสามารถทำงานในตำแหน่งงานนั้นได้ หรือกรณีบริษัทประสงค์จะรับเฉพาะบางตำแหน่ง ถือว่าทำถูกหรือไม่
คำตอบ

   ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓๓ มุ่งคุ้มครองให้คนพิการมีงานทำและมาตรา ๑๕ ห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ ซึ่งกฎกระทรวง พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๓ กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปรับคนพิการที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดในอัตราส่วนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการทุกหนึ่งร้อยคนต่อคนพิการหนึ่งคน
   ดังนั้น หลักการรับคนพิการเข้าทำงานควรพิจารณาจากลักษณะงานที่สถานประกอบการมีอยู่โดยพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพความพิการและพิจารณาตามความสามารถของคนพิการแต่ละบุคคล  และการรับคนพิการเข้าทำงานในตำแหน่งใด จึงเป็นข้อตกลงทั้งสองฝ่ายภายใต้หลักการดังกล่าว โดยไม่ควรชี้นำว่าต้องทำตำแหน่งนี้เท่านั้น และไม่กระทำโดยเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความพิการ

คำถาม ถ้าวันที่ ๑ ตุลาคม มีลูกจ้าง ๑๐๐ คนและได้ส่งเงินเข้ากองทุนแล้วตามสัดส่วน ๑ คนภายในวันที่ ๓๑ มกราคมแล้ว ต่อมาเดือนมีนาคมมีลูกจ้างเพิ่มขึ้น เป็น ๒๐๐ คน จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพิ่มพร้อมค่าปรับ ๗.๕ หรือไม่
คำตอบ    • ตามกฎกระทรวงข้อ ๕ กำหนดให้นายจ้างที่ไม่ได้จ้างคนพิการตามมาตรา ๓๓ และไม่ได้จัดให้บริการอื่นตามมาตรา ๓๕ ก็ให้ส่งเงินเข้ากองทุนเป็นรายปีภายในวันที่ ๓๑ มกราคมของปีที่มีหน้าที่ จะเห็นว่ากฎหมายกำหนดให้ส่งเป็นรายปีและเมื่อได้ปฏิบัติการตามกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้หนี้กระทำการระงับไป แม้ต่อมามียอดคนงานเพิ่มขึ้นก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่มแต่ให้นำไปคำนวณในปีต่อไป
   • รวมทั้งต่อมามีการรับคนพิการได้แล้วก็จะขอเงินที่ส่งคืนไม่ได้เช่นกัน

คำถาม จำนวนคนพิการที่สามารถทำงานได้มีปริมาณเท่าไรเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนพิการที่สถานประกอบการ และภาครัฐจะ ต้องรับเข้าทำงาน (ประมาณการทั้งระบบ ๖.๖ หมื่นคน)
คำตอบ    • ประมาณการคนพิการตามความเห็นขององค์การอนามัยโลก ๖.๓ ล้านคน
   • การสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติมี ๑.๙ ล้านคน มีงานทำเพียงร้อยละ ๓๕ มีคนพิการกู้ยืมเงินประกอบอาชีพอิสระ ๔ หมื่นคน ปัจจุบันยื่นกู้ปีละ ๗,๐๐๐ ราย
   • การจดทะเบียนคนพิการของพก. มี ๑.๒ ล้านคน ปัจจุบันมีการจดทะเบียนเพิ่มเดือนละ ๓ หมื่นคน ในจำนวนนี้อยู่ในวัยแรงงาน ๖ แสนคน ส่วนใหญ่การศึกษาต่ำ จบปริญญาตรีร้อยละ ๐.๗๗
   • คนพิการอยู่ในระบบสถานศึกษา ได้แก่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๒.๗ แสนคน ปริญญาตรี ๔,๐๐๐ คนและอนุปริญญา/ปวช./ศูนย์ฝึกอาชีพ ประมาณ ๓,๐๐๐ คน ปัจจุบันคนพิการและสถานศึกษาตื่นตัวมาก
   • ดังนั้น จำนวนคนพิการในอนาคตอันใกล้มีเพียงพอแน่นอน เมื่อสังคมให้โอกาสการมีงานทำมากขึ้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มบริหารทรัพย์สินกองทุน กองบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
โทร. ๐๒-๓๕๔-๕๒๙๑ , ๐๒-๓๕๔-๓๓๘๘ ต่อ ๑๒๗
โทรสาร ๐๒-๓๕๔๕๒๙๑